ค.ศ. 1898
นายคาเลบ แบรดแฮม เภสัชกรจากเมืองนิวเบิร์น รัฐนอร์ธ คาโรไลนา ได้เปลี่ยนชื่อเครื่องดื่มคาร์บอเนต "แบรดส์ ดริงค์" (Brad's Drink) ที่เขาเป็นผู้ปรุงขึ้นเพื่อบริการลูกค้าร้านขายยาของเขา ไปเป็นชื่อ "เป๊ปซี่-โคลา" (Pepsi-Cola) เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม
ค.ศ. 1902
นายแบรดแฮม ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าภายใต้ชื่อ "เป๊ปซี่-โคล่า" (Pepsi-Cola)
ค.ศ. 1903
เพื่อคงต้นตำรับความเป็นเครื่องดื่มที่ผสมขึ้นโดยเภสัชกร แบรดแฮมจึงทำการโฆษณาเครื่องดื่มของเขาว่าเป็นเครื่องดื่มที่ "สดชื่น มีชีวิตชีวา และช่วยในการย่อยอาหาร"
ค.ศ. 1905
มีการเปลี่ยนแปลงโลโก้ใหม่ ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกตั้งแต่ ค.ศ. 1898
ค.ศ. 1906
เป๊ปซี่เปลี่ยนโลโก้ใหม่อีกครั้ง ซึ่งนับเป็นโลโก้แบบที่ 3 ในรอบ 8 ปี มีการเปลี่ยนแปลงข้อความในโลโก้ให้เป็นไปตามสโลแกน "The Original Pure Food Drink" เป๊ปซี่มีโรงงานบรรจุขวด 15 โรงทั่วสหรัฐอเมริกา เครื่องหมายการค้าของเป๊ปซี่ จดทะเบียนในประเทศแคนาดา และมียอดขายมากถึง 38,605 แกลลอน
ค.ศ. 1907
จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป๊ปซี่ ในประเทศเม็กซิโก
ค.ศ. 1909
นักแข่งรถระดับแนวหน้า บาร์นี่ โอลด์ฟิลด์ คือผู้มีชื่อเสียงคนแรกที่ปรากฎตัวในโฆษณาเป๊ปซี่ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีเนื้อความโฆษณาว่า
"เครื่องดื่มชั้นยอด...เติมความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เป็นเครื่องบำรุงกำลังสำหรับการแข่งขันประลองความเร็ว "(A bully drink...refreshing, invigorating, a fine bracer for a race.)
เริ่มมีการใช้แนวคิดว่า "รสชาติเยี่ยมและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ" (Delicious and healthful") และใช้ต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษ
ค.ศ. 1920
เป๊ปซี่ได้รับการนำออกสู่ตลาดด้วยแนวคิด
"ดื่มเป๊ปซี่ โคล่า แล้วคุณจะพอใจ ("Drink Pepsi Cola. It will satisfy you.")
เมื่อราคาน้ำตาลในตลาดหุ้นนิวยอร์ค พุ่งขึ้นสูงถึง 26 เซ็นต์ต่อปอนด์ แบรดแฮม ก็ได้ลงทุนซื้อน้ำตาลเพื่อเก็บไว้เป็นจำนวนมาก ในขณะที่ราคาพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และพอถึงช่วงปลายปี เมื่อความต้องการน้ำตาลลดลงราคาก็ตกลงอย่างมากจนเหลือเพียงแค่ 2 เซ็นต์ต่อปอนด์เท่านั้น
ค.ศ. 1923
บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า ถึงคราวต้องประกาศล้มละลาย และต้องขายสินทรัพย์ให้แก่บริษัท คราเวน โฮลดิ้ง คอร์เปอเรชั่น ในนอร์ธ คาโรไลน่า เป็นจำนวนเงิน 30,000 เหรียญสหรัฐ
รอย ซี. เม็กการ์เกล (Roy C. Megargel) นายหน้าค้าหุ้นจากตลาดหุ้น วอลล์ สตรีท ได้ซื้อเครื่องหมายการค้า, ธุรกิจ รวมถึงความนิยมที่ได้สร้างสมมา จาก คราเวน โฮลดิ้ง คอร์เปอเรชั่น เป็นจำนวนเงิน 35,000 เหรียญสหรัฐ และก่อตั้งเป็นบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า คอร์เปอเรชั่น
ค.ศ. 1932
จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศ อาร์เจนติน่า
ค.ศ. 1934
เป๊ปซี่ เริ่มออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขนาดบรรจุขวด 12 ออนซ์ ในราคา 5 เซนต์ ซึ่งเป็นราคาเดียวกับเครื่องดื่มของคู่แข่งในขนาด 6 ออนซ์
ค.ศ. 1939
การ์ตูนสั้น "เป๊ปซี่ และ พีท" (Pepsi & Pete) ซึ่งตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ ได้ริเริ่มนิยามว่า "ได้สองเท่า เพียงจ่ายแค่ห้าเซ็นต์" ("Twice as much for a nickel") เพื่อเพิ่มทำให้เป๊ปซี่เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคมากขึ้นในด้านคุณค่า
ค.ศ. 1940
จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป๊ปซี่ ในประเทศเม็กซิโก
ค.ศ. 1909
เป๊ปซี่สร้างประวัติศาสตร์ให้แก่วงการโฆษณา ด้วยจิงเกิลโฆษณาชิ้นแรกที่ออกอากาศทั่วประเทศ
สปอตโฆษณาที่ฮิตๆของ เป๊ปซี่-โคล่า / 12 ออนซ์เต็มๆ มากจริงๆ (Twice full ounces that's a lot / ได้สองเท่าเพียงจ่ายแค่ห้าเซ็นต์ (Twice as much for a nickel) และ เป๊ปซี่-โคล่า คือเครื่องดื่มสำหรับคุณ (Pepsi-Cola is a drink for you) ห้าเซ็นต์, ห้าเซ็นต์ (Nickel, Nickel) ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆถึง 55 ภาษา
วอลเตอร์ แม็ค สร้างมาตรฐาให้เป๊ปซี่ ด้วยการพิมพ์ลายนูนบนขวดขนาด 12 ออนซ์ ออกใช้เป็นครั้งแรก พร้อมด้วยฉลาก "เป๊ปซี่-โคล่า" ที่ฝังลงบนเนื้อแก้ว เป็นโลโก้ใหม่ ที่ออกแบบให้โค้งมนมากขึ้น
ค.ศ. 1941
เพื่อเป็นการสนับสนุนกองทัพอเมริกา เป๊ปซี่เปลี่ยนสีของฝาขวดเป็นสีแดง ขาว และน้ำเงิน ร้านค้าเป๊ปซี่ในไทม์ สแควร์ นิวยอร์ค ได้เปิดกิจการตลอดช่วงระยะเวลาที่เกิดสงคราม ทำให้ครอบครัวมากกว่า 1 ล้านครอบครัว สามารถบันทึกข้อความสำหรับฝ่ายริการของกองทัพที่อยู่โพ้นทะเลได้
ค.ศ. 1943
กลยุทธ์การโฆษณาชุด "Twice as much" เริ่มรวมเอาแนวความคิด "Bigger drink, better taste" เข้าไปด้วย
ค.ศ. 1946
เมื่อถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดวิกฤติน้ำตาลขึ้นอีกครั้ง เพื่อเป็นการแก้ปัญหาวิกฤตินี้ แม็ค ซื้อกิจการปลูกอ้อยน้ำตาลในคิวบา ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากทีเดียว
ใช้ "Bigger Drink, Better Taste" เป็นแนวคิดหลัก เป๊ปซี่-โคล่า
เริ่มแพร่ไปสู่ ละติน อเมริกา
ค.ศ. 1947
ผลกำไรนานาชาติสูงถึง 6,769,000 เหรียญสหรัฐ จากนั้น เป๊ปซี่เริ่มขยายตัวไปสู่ ฟิลิปปินส์ และตะวันออกกลาง
ค.ศ. 1948
สำนักงานใหญ่ย้ายจาก เมืองลองไอแลนด์ นิวยอร์ค ไปยังใจกลางเมืองแมนฮัตตัน
ค.ศ. 1949
มีการเพิ่มประโยค "Why take less when Pepsi's best?" เข้าไปในโฆษณา "Twice as much" ซึ่งเป็นประโยคเด็กที่โดนใจผู้ที่นิยมชมชอบเป๊ปซี่
ค.ศ. 1950
นายอัลเฟรด เอ็น สตีล ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการและ CEO ของเป๊ปซี่-โคล่า
ดาราฮอลลีวูด โจน ครอวฟอร์ด (Joan Crawford) ภรรยาของมิสเตอร์ สตีล เป็นพรีเซ็นเตอร์ในการโปรโมทสินค้าของบริษัท
โฆษณาของเป๊ปซี่-โคล่า ก้าวทันรสนิยมของผู้บริโภค ดังเช่นที่สตีลได้บุกเบิกการส่งเสริมการขายเป๊ปซี่-โคล่า ว่าเป็นประสบการณ์มากกว่าการต่อรองราคา
สโลแกน "สองเท่าในราคา 5 เซ็นต์ (Twice as much for a nickel" ก็เหมือนกับ "ได้มากกว่า 1 ออนซ์" ("More Bounce to the Ounce") ส่งให้เป๊ปซี่มีทศวรรษที่เต็มไปด้วยพละกำลัง
ค.ศ. 1953
เมื่อชาวอเมริกันเริ่มตระหนักถึงเรื่องน้ำหนักตัว เป๊ปซี่เริ่มใช้กลยุทธ์ใหม่เกี่ยวกับเรื่องแคลอรี่ต่ำในแคมเปญ "ความสดชื่นแบบเบาๆ" ("The Light Refreshment")
ค.ศ. 1954
"ความสดชื่นแบบเบาๆ" ค่อยๆรวมเข้ากับ "สดชื่นได้ โดยไม่ต้องเติม" ("Refreshing Without Filling)
ค.ศ. 1956
นอกเหนือจากในอเมริกาแล้ว เป๊ปซี่มีโรงงานบรรจุขวดเป๊ปซี่-โคล่าเปิดดำเนินการ 149 โรง ใน 61 ประเทศ
ค.ศ. 1958
ในบางครั้ง เป๊ปซี่ก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น the kitchen cola อันเนื่องมาจากการที่ครองตำแหน่งยี่ห้อที่ราคาไม่แพงมาเป็นเวลานาน ในขณะนี้ เป๊ปซี่กำหนดกลุ่มลูกค้าไว้ที่บรรดาผู้บริโภคหนุ่มสาวที่ทันสมัยด้วยแนวคิด "อยากเข้ากันได้กับกลุ่ม ดื่มเป๊ปซี่สิ" ("Be sociable, have a Pepsi") ความโดดเด่นของขวดเกลียว เข้ามาแทนที่ขวดแบบเรียบแบบเก่าของเป๊ปซี่
ค.ศ. 1959
นิกิต้า ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) นายกรัฐมนตรีของสหภาพโซเวียต และริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา พบปะกันใน "Kitchen Debate" ที่งานแสดงสินค้านานาชาติแห่งหนึ่ง การประชุมครั้งนี้ก่อให้เกิดพาดหัวข่าวในอเมริกาว่า "Khrushchev Gets Sociable."
เป๊ปซี่ยังคงกลั่นกรองกลุ่มลูกค้า โดยคำนึงถึงความสำคัญของกลุ่มวัยรุ่นหลังยุคสงครามเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ สโลแกน "เป๊ปซี่ สำหรับผู้ที่คิดแบบหนุ่มสาว" บ่งบอกว่าวัยหนุ่มสาวนั้นเป็นสภาพความคิดและจิตใจมากเท่าๆกับวัยตามอายุจริง โดยที่ยังสามารถใช้ยี่ห้อดึงดูดตลาดทุกส่วนไว้ได้ ฮาร์วี่ ซี. รัชเซล (Harvey C. Russell) นับเป็นคนเชื้อสาย อัฟริกัน-อเมริกัน คนแรกที่เป็นรองประธานในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของอเมริกา
ค.ศ. 1962
เป๊ปซี่มีโลโก้ใหม่ นับเป็นอันดับที่ 6 ในประวัติศาสตร์ของเป๊ปซี่ เริ่มใช้โลโก้ใหม่เป็นครั้งแรกบนฝาจีบ ตามติดมาด้วยการออกแคมเปญโฆษณาตัวใหม่ "Pepsi Generation"
ค.ศ. 1963
หนึ่งในช่วงการศึกษาสถิติประชากรมนุษย์สำคัญที่สุด ยุคเบบี้ บูมเมอร์ในช่วงหลังสงครามเป็นปรากฎการณ์ทางด้านสังคมและด้านการตลาดอันดับหนึ่ง เป๊ปซี่มองเห็นถึงช่องทางของความเปลี่ยนแปลงนั้น จึงกำหนดตำแหน่งของตัวเองว่าเป็น เครื่องดื่มสำหรับคนรุ่นใหม่ - เป๊ปซี่ เจเนอเรชั่น โฆษณา "Come alive! You're in the pepsi Generation" สร้างประวัติศาสตร์แก่วงการโฆษณา เป็นครั้งแรกที่การกำหนดตัวผลิตภัณฑ์ไม่ได้อยู่ที่คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์นั้นๆ แต่อยู่ที่ลักษณะวิถีชีวิตของผู้บริโภค
ค.ศ. 1964
เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Diet Pepsi
ค.ศ. 1965
เริ่มมีการรุกตลาดอื่นนอกเหนือไปจากตลาดเครื่องดื่ม ฟริโต-เลย์ ของดัลลัส, เท็กซัส และ เป๊ปซี่-โคล่า มารวมกัน กลายเป็น
บริษัท เป๊ปซี่ (Pepsi Co, Inc.)
ประสบความสำเร็จกับการออกกระป๋องขนาด 12 ออนซ์ การกระจายสินค้าอย่างเต็มรูปแบบเริ่มขึ้น เมาเท่น ดิว เริ่มออกสู่ตลาดด้วยแคมเปญ "Ya-Hoo Mountain Dew... It's tickle your innards"
"Girlwatchers" แคมเปญอิสระชิ้นแรกของไดเอทเป๊ปซี่ มุ่งเน้นแนวคิดไปที่ประโยชน์ทางด้านความสวยงามที่ได้จากการดื่มโคล่าแคลอรี่ต่ำ เพลงโฆษณา "Girlwatchers" ได้รับความนิยมติดอันดับหนึ่งใน 40 จากนั้นโฆษณาของ เมาเท่น ดิว ผลิคภัณฑ์ใหม่อีกชนิดหนึ่งที่ออกมาในปี 1964 ก็ตามมา โดยออกอากาศเป็นครั้งแรก กับสโลแกนที่ติดหูในทันทีที่ว่า "Ya-hoo, Mountain Dew"
ค.ศ. 1967
เมื่อผลการวิจัยระบุได้ว่า ผู้บริโภคชื่นชอบรสชาติของเป๊ปซี่แช่เย็น "Taste that beats the others cold. Pepsi Pours it on" จึงเน้นย้ำว่าเป๊ปซี่คือผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่า ในขณะที่มีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์แคมเปญนี้ยังได้ยึดมั่นภาพที่แสดงออกถึงความกระปรี้กระเปร่า และวิถีชีวิตของคนรุ่นหนุ่มสาว อันเกิดขึ้นในช่วงแคมเปญ Pepsi Generation ยุคแรกๆของเป๊ปซี่
ค.ศ. 1969
"You've got a lot to live. Pesi's got a lot to give" บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ในการโฆษณาของเป๊ปซี่ เจเนอเรชั่น
คนหนุ่มสาวและวิถีชีวิตยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญของแคมเปญ แต่ด้วยกลยุทธ์ "Live/Give" ซึ่งเป็นการรับรู้และการสะท้อนภาพของเหตุการณ์และอารมณ์ร่วมสมัย ก็เริ่มเข้ามามีส่วนสำคัญอย่างสมบูรณ์ในองค์ประกอบงานโฆษณา
ค.ศ. 1990
ดาราวัยรุ่น เ
ฟรด ซาเวจ (Fred Savage) และ เคิกร์ก คาเมรอน (Kirk Cameron) มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ กับแคมเปญ
"New Generation" และตำนานฟุตบอลอย่าง โจ มอนทานา (Joe Montana) ก็กลับมาเป็น พรีเซ็นเตอร์ให้อีกครั้ง ตำนานวงการดนตรี เรย์ ชาร์ล (Ray Charles) ได้ร่วมงานกับ Uh-Huh Girls แล้วสโลแกนของไดเอท เป๊ปซี่ ก็เปลี่ยนเป็น
"You Got The Right One Baby, Uh-Huh."
เครก อี. เวธเธอรัป (Craig E. Weatherup) ขึ้นนั่งตำแหน่ง CEO ของเป๊ปซี่โคล่า ในอเมริกาเหนือ เมื่อสาขาแคนาดาเข้ารวมกิจการกับสาขาอเมริกาเหนือ
เป๊ปซี่-โคล่า เผยโฉมโลโก้ใหม่ นับเป็นโลโก้แบบที่ 8 ในรอบ 93 ปี เพื่อที่จะรักษาความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความ เคลื่อนไหวของตัวหนังสือแบบเดิม จึงได้เปลี่ยนตัวหนังสือเสียใหม่ จากที่เป็นตัวสีน้ำเงิน แดง ตัวเล็กลงก็ เปลี่ยนให้มีลักษณะของการเคลื่อนไหวมากขึ้น จัดวางตามแนวตั้งของขวด
โครงการโรงเรียนเป๊ปซี่ ชนะรางวัล "LIFT" จากกรมแรงงานของสหรัฐฯ ในฐานะที่ช่วยส่งเสริมและ พัฒนาการศึกษา และเตรียมความพร้อมของนักเรียนเพื่อการทำงานในอนาคต
ค.ศ. 1991
"You got the right one baby" เปลี่ยนเป็น "You got the right one baby, uh-huh!" จากนั้น บรรดา "Uh-Huh Girls" ก็ได้เป็นนักร้องประสานเสียงให้กับ เรย์ ชาร์ลส์ และแคมเปญนั้นก็กลายเป็นโฆษณา ที่โด่งดังที่สุดในอเมริกา สุดยอดนางแบบอย่าง ซินดี้ ครอว์ฟอร์ด (Cindy Crawford) ก็มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ให้กับเป๊ปซี่ ในโฆษณาชุดที่ได้รับรางวัล ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์เพื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโลโก้ และหน้าตาของบรรจุภัณฑ์ตัวใหม่ของเป๊ปซี่
ค.ศ. 1992
"Gotta have it." แคมเปญที่เข้ามาแทนที่
"Choice of a New Generation" ในขณะที่งานโฆษณาของ เป๊ปซี่ในช่วงปี 90 ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ
การเติบโตของตลาดเมาเท่น ดิวยังคงดำเนินต่อไป โดยได้รับการส่งเสริมจากทีมเมาเท่น ดิวชุดใหม่ที่มีความคิด แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ผู้ซึ่งอ้างความมีชื่อเสียง เว้นเสียแต่รสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งพวกเขาได้ "Been there, done that, tried that."
บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า ใช้ปรัชญา "Right Side Up" ที่ซึ่งลูกค้าและลูกจ้างระดับสำคัญ อยู่ที่บนสุดขององค์กร
เอิร์ล กราฟล์ (Earl Graves) และ "Magic Johnson" นักบาสเก็ตบอลชื่อดัง จัดการเปิดสาขาของเป๊ปซี่- โคล่า ในตลาดวอชิงตัน ดี.ซี. บริษัทใหม่ของพวกเขากลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของคนเชื้อสาย อัฟริกัน- อเมริกัน ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในอเมริกา
ค.ศ. 1993
โฆษณาชุด "Be young, have fun, drink Pepsi" ได้ ชากิล โอนีล (Shaquille O'Neal) นักเบสบอล ซูเปอร์สตาร์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ และได้รับการยกย่องว่าเป็นชุดที่ดีที่สุดในอเมริกา
ค.ศ. 1939
การ์ตูนสั้น "เป๊ปซี่ และ พีท" (Pepsi & Pete) ซึ่งตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ ได้ริเริ่มนิยามว่า "ได้สองเท่า เพียงจ่ายแค่ห้าเซ็นต์" ("Twice as much for a nickel") เพื่อเพิ่มทำให้เป๊ปซี่เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคมากขึ้นในด้านคุณค่า
ค.ศ. 1994
มีโฆษณาชุดใหม่ที่แนะนำ ไดเอท เป๊ปซี่ โดยย้อนไปยังโฉมหน้าดั้งเดิมเน้นความสดชื่น ที่เครก เวธเธอรัป ได้ชี้แจง ความสัมพันธ์ระหว่างความสดชื่นและความเหนือชั้นกว่าของรสชาติเอาไว้
ค.ศ. 1995
ในแคมเปญใหม่ บริษัทได้ประกาศว่า
"Nothing else is a Pepsi" และได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดจากการประกวดภาพยนตร์โฆษณาแห่งชาติประจำปี
สตาร์บัคส์ และ เป๊ปซี่ จับมือกันกับหุ้นส่วนกาแฟจากอเมริกาเหนือ ออกเครื่องดื่ม "Mazagran" ซึ่งเป็นเครื่องดื่มกาแฟคาร์บอเนต
เป๊ปซี่จัดเข้าเป็นประเภทของ Smooth Moos smoothies
ค.ศ. 1996
นเดือนกุมภาพันธ์ เป๊ปซี่สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ด้วยการจัดทำเว็บไซต์บันเทิงบนโลกอินเทอร์เน็ต ในที่สุดแล้ว เป๊ปซี่เวิร์ล ก็เป็นเลิศเหนือความคาดหมายทั้งปวง และได้กลายมาเป็นเว็บไซต์ยอดฮิตซึ่งนำเสนอ เป๊ปซี่บนโลกอินเทอร์เน็ต
ค.ศ. 1997
ในช่วงต้นปีนี้เองที่เป๊ปซี่ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ด้วยการเผยแคมเปญ "GenerationNext" ซึ่งเกี่ยวกับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ยังเยาว์และสดชื่นสดใส การเฉลิมฉลองของวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ อีกทั้งยัง เกี่ยวข้องกับทัศนคติที่ท้าทายแบบแผนเดิมๆ ด้วยความคิดใหม่ๆ ในทุกๆทาง
ค.ศ. 1998
เป๊ปซี่ยังคงสานต่อแคมเปญฮิต "GenerationNext" ที่มี เจฟ กอร์ดอน นักขับรถซิ่งสตันท์ซูเปอร์สตาร์ (Jeff Gordon) เป็นพรีเซ็นเตอร์
ค.ศ. 1999
โฆษณาชุดใหม่
"The Joy of Cola" ได้เสียงประกอบของดาราดังอย่าง มาร์ลอน แบรนโด (Marlon Brando), ไอแซค (Isaac Hayes) และ ราชินีเพลงโซล อาเรธา แฟรงคลิน (Aretha Frankin) และยังมี ดาราเด็ก ฮาล์ลี ไอเซนเบิร์ก (Hallie Eisenberg) ร่วมแสดงเป็น "Little Girl" อีกด้วย
เป๊ปซี่และลูคัสฟิล์มร่วมมือกันในภาพยนตร์สุดฮิตเรื่อง "Star Wars: Episode l - The Phantom Menance"
สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้บริโภคที่รอชมมานาน ด้วยกระป๋องเป๊ปซี่และขวดที่มีรูปของตัวละครใน
เรื่องสตาร์วอร์สทั้งหมด 24 แบบ และยังมีกระป๋องทอง "โยดา" อีกด้วย
เป๊ปซี่ว่าจ้าง "spokealien" Marfalump ให้แสดงในภาพยนตร์โฆษณา Marfalump ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาโดย BBDO และ George Lucas' Industrial Light and Magic company หลงใหลในสองสิ่งคือ เป๊ปซี่และสตาร์วอร์ส โฆษณาชุด "Landing" และ "Play Acting" แสดงให้เห็นถึงระยะเวลาอันยาวนาน ที่มนุษย์ต่างดาวรุ่นเด็กจะได้สำราญไปกับสองสิ่งนี้
เป๊ปซี่แห่งอเมริกาเหนือ ได้ต้อนรับ แกรี่ รอดคิน (Gary Rodkin) เข้ามาเป็นประธานกรรมการและ CEO
ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ของธุรกิจ เป๊ปซี่ได้ประกาศ IPOs ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และในวันที่ 31 มีนาคม 2542 ก็ได้ตั้งบริษัท The Pepsi Bottling Group, Inc. (PBG) และกลายมา เป็นบริษัทการค้าและบริษัทผลิตขวดที่ใหญ่ที่สุดของเป๊ปซี่ ซึ่งบริหารงานโดย เครก เวธเธอรัป (Craig Weatherup)
มีการเปลี่ยนแปลงโลโก้เป๊ปซี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบใหม่ ที่แสดงความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยใช้ Pepsi Globe บนพื้นสีน้ำเงิน
เป๊ปซี่เฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปี โดยมีบริษัทผู้ผลิตขวดเป๊ปซี่-โคล่าทั่วโลกมาร่วมงาน รวมทั้งดาราดัง ของเป๊ปซี่ เช่น เรย์ ชาร์ลส์ (Ray Charles), Kool and the Gang และ เดอะ โรลลิ่ง สโตน
ประธานาธิบดีบุชและนางบุช นางแธ็ตเชอร์ และวอลเตอร์ ครอนไคท์ (Walter Cronkite) ยังได้ช่วยกล่าว รำลึกถึงโอกาสที่ Pepsi's legacy ได้รับการยกย่องให้เกียรติ และมีการเผยภาพลักษณ์ใหม่สำหรับ สหัสวรรษใหม่ โลโก้เป๊ปซี่ที่เป็นสามมิติบนพื้นสีน้ำเงิน ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์สากลเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของ ครอบครัวเป๊ปซี่ ซึ่งได้รับการปรับให้พร้อมสำหรับนวัตกรรม และความเป็นผู้นำของโลก ในขณะที่ก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่นี้
ค.ศ. 2000
Faith Hill, Sammy Sosa และ Ken Griffey Jr. สามบุคคลผู้มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง เซ็นข้อตกลงใน การรับรองผลิตภัณฑ์เป๊ปซี่ร่วมกัน
Faith Hill ผู้ซึ่งได้เขย่าชาร์ทด้วยเพลงฮิตของเธอ แสดงในโฆษณาชุด
"Joy of Cola" ร่วมกับ Pepsi Girl ฮาล์ลี่ ไอเซ็นเบิร์ก (Hallie Eisenberg)
ภาพยนตร์โฆษณาเผยแพร่เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ในระหว่างการประกาศผลรางวัลอคาเดมี อวอร์ดส์ ดาราเบสบอล Sammy Sosa และ Ken Griffey Jr. ได้มาร่วมแสดงฝีมือในโฆษณษของเป๊ปซี่ด้วย แต่ละ slugger เกี่ยวข้องกับ "Takin' it to the Fields" โปรแกรมเบสบอลและซอฟท์บอลสำหรับเยาวชน และก็ได้ปรากฎตัวในโฆษณาผลิตภัณฑ์อีกด้วย
จากบอสตันถึงซานดิเอโกและทุกๆที่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งที่ผู้บริโภคเลือกคืออะไร
ปัจจุบันมีมากกว่า 30 ตลาด ที่ได้ใช้แคมเปญ Pepsi Challenge รสชาติของเป๊ปซี่และเป๊ปซี่อันเป็นที่นิยมมากกว่า ผลิตภัณฑ์โค้กในทุกๆตลาด โดยเฉพาะในฟิลาเดลเฟีย, เดย์ตัน, ทัสกัน, ซาน อันโตนิโอ และซีแอทเติล ในการส่งเสริมการขายที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าหนุ่มสาวนั้น ผู้บริโภคซึ่งใช้แคมเปญ Pepsi Challenge จะได้รับ starter points สำหรับโปรแกรม Choose Your Music ประจำหน้าร้อนนี้ ผู้เข้าร่วมสามารถถ่ายภาพและนำไปลงใน www.pepsi.com ได้อีกด้วย
ค.ศ. 2001
ซูเปอร์สตาร์เพลงป๊อป
บริทนีย์ สเปียร์ส ปรากฎตัวในฐานะพรีเซ็นเตอร์ของเป๊ปซี่เป็นครั้งแรกในงานประกาศรางวัล อคาเดมี อวอร์ดส์ สปอตโฆษณาที่โด่งดังชิ้นนั้น ก็ได้เผยแพร่บนโลกอินเทอร์เน็ตด้วยเช่นกัน ซึ่งแฟนๆ กว่า 2 ล้านคน คลิกเข้าไปชมโฆษณาชิ้นนี้ของเธอ ซึ่งมีชื่อชุดว่า
"the Joy of Pepsi"
เว็บไซต์ PepsiStuff.com เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสะสมแต้ม เพื่อนำมาแลกของรางวัลสุดพิเศษจากเป๊ปซี่กว่า ครึ่งล้าน และนั่นก็เป็นโปรโมชั่นออนไลน์ ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดชิ้นหนึ่งของเป๊ปซี่
ชากีร่า นักร้องสาวชาวโคลัมเบียผู้กำลังมาแรง เป็นพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ของเป๊ปซี่ พร้อมๆกับตอนที่อัลบั้ม เพลงภาษาอังกฤษชุดแรกของเธอฮิตระเบิดในอเมริกา ในขณะเดียวกัน เป๊ปซี่ได้ตกลงเป็นผู้สนับสนุนการทัวร์คอนเสิร์ต เพลงป๊อปสไตล์ละตินของเธอไปทั่วโลก
เป๊ปซี่เผยโฉมโรงงาน FunWraps ให้ผู้บริโภคสามารถออกแบบกระป๋องเป๊ปซี่ได้เองด้วยดีไซน์สนุกๆ และ ข้อความส่วนตัว และจากการที่มีกีฬา ความบันเทิง และวันหยุดหลากหลายให้เลือก ผู้ดื่มเป๊ปซี่จึงออกแบบฉลาก ของเขาเองสำหรับโอกาสใดๆก็ได้ตามต้องการ
เป๊ปซี่ใช้สโลแกน "a little twist on a great thing" แนะนำเครื่องดื่มรสมะนาว "Pepsi Twist" และ "Diet Pepsi Twist" นับเป็นการกลับมาของโคล่า รสมะนาวของเป๊ปซี่ ซึ่งจำหน่าย Pepsi Light จนกระทั่งถึงตอนกลางของทศวรรษ 80