| |
 |
|
 |
|
 |
|
 |
 |
เพื่อเป็นการสนับสนุนกองทัพอเมริกา เป๊ปซี่เปลี่ยนสีของฝาขวดเป็นสีแดง ขาว และน้ำเงิน ร้านค้าเป๊ปซี่ใน ไทม์ สแควร์ นิวยอร์ค ได้เปิดกิจการตลอดช่วงระยะเวลาที่เกิดสงคราม ทำให้ครอบครัวมากกว่า 1 ล้านครอบครัวสามารถบันทึกข้อความสำหรับฝ่ายบริการของกองทัพที่อยู่โพ้นทะเลได้ |
 |
กลยุทธ์การโฆษณาชุด "Twice as much" เริ่มรวมเอาแนวความคิด "Bigger drink, better taste" เข้าไปด้วย |
 |
เมื่อถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดวิกฤติน้ำตาลขึ้นอีกครั้ง เพื่อเป็นการแก้ปัญหาวิกฤตินี้ แม็ค ซื้อกิจการปลูกอ้อยน้ำตาลในคิวบา ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากทีเดียว |
| |
ใช้ "Bigger Drink, Better Taste" เป็นแนวคิดหลัก |
| |
เป๊ปซี่-โคล่า เริ่มแพร่ไปสู่ ละติน อเมริกา |
 |
ผลกำไรนานาชาติสูงถึง 6,769,000 เหรียญสหรัฐ จากนั้น เป๊ปซี่เริ่มขยายตัวไปสู่ ฟิลิปปินส์ และตะวันออกกลาง |
 |
สำนักงานใหญ่ย้ายจาก เมืองลองไอแลนด์ นิวยอร์ค ไปยังใจกลางเมืองแมนฮัตตัน |
 |
มีการเพิ่มประโยค "Why take less when Pepsis best?" เข้าไปในโฆษณา "Twice as much"ซึ่งเป็นประโยคเด็ดที่โดนใจผู้ที่นิยมชมชอบเป๊ปซี่ |
| |
รอน บราวน์ (Ron Brown) เลขาธิการกระทรวงพาณิชย์คนก่อน เป็นชาวอาฟริกัน-อเมริกัน คนแรกที่ปรากฏในแคมเปญโฆษณาที่เป๊ปซี่มุ่งเน้นเจาะตลาด อาฟริกัน-อเมริกัน |
 |
นายอัลเฟรด เอ็น สตีล ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการและ CEO ของเป๊ปซี่-โคล่า |
| |
ดาราฮอลลีวูด โจน ครอวฟอร์ด (Joan Crawford) ภรรยาของมิสเตอร์ สตีล เป็นพรีเซ็นเตอร์ในการโปรโมทสินค้าของบริษัท |
| |
โฆษณาของเป๊ปซี่-โคล่า ก้าวทันรสนิยมของผู้บริโภค ดังเช่นที่สตีลได้บุกเบิกการส่งเสริมการขายเป๊ปซี่-โคล่า ว่าเป็นประสบการณ์มากกว่าการต่อรองราคา |
| |
สโลแกน "สองเท่าในราคา 5 เซ็นต์" (Twice as much for a nickel") ก็เหมือนกับ "ได้มากกว่า 1 ออนซ์" ("More Bounce to the Ounce) ส่งให้เป๊ปซี่มีทศวรรษที่เต็มไปด้วยพละกำลัง |
 |
เมื่อชาวอเมริกันเริ่มตระหนักถึงเรื่องน้ำหนักตัว เป๊ปซี่เริ่มใช้กลยุทธ์ใหม่เกี่ยวกับเรื่องแคลอรี่ต่ำในแคมเปญ "ความสดชื่นแบบเบาๆ" ("The Light Refreshment") |
 |
"ความสดชื่นแบบเบาๆ" ค่อยๆ รวมเข้ากับ "สดชื่นได้ โดยไม่ต้องเติม" ("Refreshing Without Filling") |
 |
นอกเหนือจากในอเมริกาแล้ว เป๊ปซี่มีโรงงานบรรจุขวดเป๊ปซี่-โคล่าเปิดดำเนินการ 149 โรง ใน 61 ประเทศ |
 |
ในบางครั้ง เป๊ปซี่ก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น the kitchen cola อันเนื่องมาจากการที่ครองตำแหน่งยี่ห้อที่ราคาไม่แพงมาเป็นเวลานาน ในขณะนี้ เป๊ปซี่กำหนดกลุ่มลูกค้าไว้ที่บรรดาผู้บริโภคหนุ่มสาวที่ทันสมัย ด้วยแนวคิด "อยากเข้ากันได้กับกลุ่ม ดื่มเป๊ปซี่สิ" ("Be sociable, have a Pepsi") ความโดดเด่นของขวดเกลียว เข้ามาแทนที่ขวดแบบเรียบแบบเก่าของเป๊ปซี่ |
 |
นิกิต้า ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) นายกรัฐมนตรีของสหภาพโซเวียต และริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา พบปะกันใน "kitchen debate" ที่งานแสดงสินค้านานาชาติแห่งหนึ่ง การประชุมครั้งนี้ก่อให้เกิดพาดหัวข่าวในอเมริกาว่า "Khrushchev Gets Sociable." |
|
 |
|
 |
 |
เป๊ปซี่ยังคงกลั่นกรองกลุ่มลูกค้า โดยคำนึงถึงความสำคัญของกลุ่มวัยรุ่นหลังยุคสงคราม เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ สโลแกน "เป๊ปซี่ สำหรับผู้ที่คิดแบบหนุ่มสาว" บ่งบอกว่าวัยหนุ่มสาวนั้นเป็นสภาพความคิดและจิตใจมากเท่าๆ กับวัยตามอายุจริง โดยที่ยังสามารถใช้ยี่ห้อดึงดูดตลาดทุกส่วนไว้ได้ |
| |
ฮาร์วี่ ซี. รัซเซล (Harvey C. Russell) นับเป็นคนเชื้อสาย อัฟริกัน-อเมริกัน คนแรกที่เป็นรองประธาน ในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของอเมริกา |
 |
เป๊ปซี่มีโลโก้ใหม่ นับเป็นอันดับที่ 6 ในประวัติศาสตร์ของเป๊ปซี่ เริ่มใช้โลโก้ใหม่เป็นครั้งแรกบนฝาจีบ ตามติดมาด้วยการออกแคมเปญโฆษณาตัวใหม่ "Pepsi Generation" |
 |
หนึ่งในช่วงการศึกษาสถิติประชากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุด ยุคเบบี้ บูมเมอร์ในช่วงหลังสงครามเป็นปรากฎการณ์ทางด้านสังคมและด้านการตลาดอันหนึ่ง เป๊ปซี่มองเห็นถึงช่องทางของความเปลี่ยนแปลงนั้น จึงกำหนดตำแหน่งของตัวเองว่าเป็น เครื่องดื่มสำหรับคนรุ่นใหม่ - เป๊ปซี่ เจเนอเรชั่น โฆษณา "Come alive! You're in the pepsi Generation" สร้างประวัติศาสตร์แก่วงการโฆษณา เป็นครั้งแรกที่การกำหนดตัวผลิตภัณฑ์ไม่ได้อยู่ที่คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์นั้นๆ แต่อยู่ที่ลักษณะวิถีชีวิตของผู้บริโภค |
 |
เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Diet Pepsi |
 |
เริ่มมีการรุกตลาดอื่นนอกเหนือไปจากตลาดเครื่องดื่ม ฟริโต-เลย์ ของ ดัลลัส, เท็กซัส และ เป๊ปซี่-โคล่า มารวมกัน กลายเป็น บริษัท เป๊ปซี่ (Pepsi Co, Inc.) |
| |
ประสบความสำเร็จกับการออกกระป๋องขนาด 12 ออนซ์ การกระจายสินค้าอย่าเต็มรูปแบบเริ่มขึ้น เมาเท่น ดิว เริ่มออกสู่ตลาดด้วยแคมเปญ "Ya-Hoo Mountain Dew
It's tickle your innards" |
| |
"Girlwatchers" แคมเปญอิสระชิ้นแรกของไดเอทเป๊ปซี่ มุ่งเน้นแนวคิดไปที่ประโยชน์ทางด้านความสวยงามที่ได้จากการดื่มโคล่าแคลอรี่ต่ำ เพลงโฆษณา "Girlwatchers" ได้รับความนิยมติดอันดับหนึ่งใน 40 จากนั้นโฆษณาของ เมาเท่น ดิว ผลิตภัณฑ์ใหม่อีกชนิดหนึ่งที่ออกมาในปี 1964 ก็ตามมา โดยออกอากาศเป็นครั้งแรก กับสโลแกนที่ติดหูในทันทีที่ว่า "Ya-hoo, Mountain Dew" |
 |
เมื่อผลการวิจัยระบุได้ว่า ผู้บริโภคชื่นชอบรสชาติของเป๊ปซี่แช่เย็น "Taste that beats the others cold. Pepsi pours it on" จึงเน้นย้ำว่าเป๊ปซี่คือผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่า ในขณะที่มีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ แคมเปญนี้ยังได้ยึดมั่นภาพที่แสดงออกถึงความกระปรี้กระเปร่า และวิถีชีวิตของคนรุ่นหนุ่มสาว อันเกิดขึ้นในช่วงแคมเปญ Pepsi Generation ยุคแรกๆ ของเป๊ปซี่ |
 |
"You've got a lot to live. Pepsi's got a lot to give" บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ในการโฆษณาของเป๊ปซี่ เจเนอเรชั่น |
| |
คนหนุ่มสาวและวิถีชีวิตยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญของแคมเปญ แต่ด้วยกลยุทธ์ "Live/Give"ซึ่งเป็นการรับรู้และการสะท้อนภาพของเหตุการณ์และอารมณ์ร่วมสมัย ก็เริ่มเข้ามามีส่วนสำคัญอย่างสมบูรณ์ในองค์ประกอบงานโฆษณา |
|
 |
|
 |
 |
ดาราวัยรุ่น เฟรด ซาเวจ (Fred Savage) และ เคิร์ก คาเมรอน (Kirk Cameron) มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแคมเปญ "New Generation" และตำนานฟุตบอลอย่าง โจ มอนทานา (Joe Montana) ก็กลับมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้อีกครั้ง ตำนานวงการดนตรี เรย์ ชาร์ล (Ray Charles) ได้ร่วมงานกับ Uh-Huh Girls แล้วสโลแกนของไดเอท เป๊ปซี่ ก็เปลี่ยนเป็น "You Got The Right One Baby, Uh-Huh." |
| |
เครก อี. เวธเธอรัป (Craig E. Weatherup) ขึ้นนั่งตำแหน่ง CEO ของเป๊ปซี่โคล่า ในอเมริกาเหนือ เมื่อสาขาแคนาดาเข้ารวมกิจการกับสาขาอเมริกาเหนือ |
| |
เป๊ปซี่-โคล่า เผยโฉมโลโก้ใหม่ นับเป็นโลโก้แบบที่ 8 ในรอบ 93 ปี เพื่อที่จะรักษาความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวของตัวหนังสือแบบเดิม จึงได้เปลี่ยนตัวหนังสือเสียใหม่ จากที่เป็นตัวสีน้ำเงิน แดง ตัวเล็กลงก็เปลี่ยนให้มีลักษณะของการเคลื่อนไหวมากขึ้น จัดวางตามแนวตั้งของขวด |
| |
โครงการโรงเรียนเป๊ปซี่ ชนะรางวัล "LIFT" จากกรมแรงงานของสหรัฐฯ ในฐานะที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา และเตรียมความพร้อมของนักเรียนเพื่อการทำงานในอนาคต |
 |
"You got the right one baby" เปลี่ยนเป็น "You got the right one baby, uh-huh!" จากนั้นบรรดา "Uh-Huh Girls" ก็ได้เป็นนักร้องประสานเสียงให้กับ เรย์ ชาร์ลส์ และแคมเปญนั้นก็กลายเป็นโฆษณาที่โด่งดังที่สุดในอเมริกา สุดยอดนางแบบอย่าง ซินดี้ ครอว์ฟอร์ด (Cindy Crawford) ก็มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเป๊ปซี่ ในโฆษณาชุดที่ได้รับรางวัล ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์เพื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโลโก้ และหน้าตาของบรรจุภัณฑ์ตัวใหม่ของเป๊ปซี่ |
 |
"Gotta have it." แคมเปญที่เข้ามาแทนที่ "Choice of a New Generation" ในขณะที่งานโฆษณาของเป๊ปซี่ในช่วงปี 90 ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ |
| |
การเติบโตของตลาดเมาเท่น ดิวยังคงดำเนินต่อไป โดยได้รับการส่งเสริมจากทีมเมาเท่น ดิวชุดใหม่ที่มีความคิดไม่แปลกใหม่เหมือนใคร ผู้ซึ่งอ้างความมีชื่อเสียง เว้นเสียแต่รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งพวกเขาได้ "Been there, done that, tried that." |
| |
บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า ใช้ปรัชญา "Right Side Up" ที่ซึ่งลูกค้าและลูกจ้างระดับสำคัญ อยู่ที่บนสุดขององค์กร |
| |
เอิร์ล กราฟส์ (Earl Graves) และ "Magic Johnson" นักบาสเก็ตบอลชื่อดัง จัดการเปิดสาขาของเป๊ปซี่-โคล่า ในตลาดวอชิงตัน ดี.ซี. บริษัทใหม่ของพวกเขากลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของคนเชื้อสาย อัฟริกัน-อเมริกัน ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในอเมริกา |
 |
โฆษณาชุด "Be young, have fun, drink Pepsi" ได้ ชากิล โอนีล (Shaquille O'Neal) นักเบสบอลซูเปอร์สตาร์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ และได้รับการยกย่องว่าเป็นชุดที่ดีที่สุดในอเมริกา |
 |
มีโฆษณาชุดใหม่ที่แนะนำ ไดเอท เป๊ปซี่ โดยย้อนไปยังโฉมหน้าดั้งเดิมเน้นความสดชื่น ที่เครก เวธเธอรัป ได้ชี้แจงความสัมพันธ์ระหว่างความสดชื่นและความเหนือชั้นกว่าของรสชาติเอาไว้ |
 |
ในแคมเปญใหม่ บริษัทได้ประกาศว่า "Nothing else is a Pepsi" และได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดจากการประกวดภาพยนตร์โฆษณาแห่งชาติประจำปี |
| |
สตาร์บัคส์ และ เป๊ปซี่ จับมือกันกับหุ้นส่วนกาแฟจากอเมริกาเหนือ ออกเครื่องดื่ม "Mazagran" ซึ่งเป็นเครื่องดื่มกาแฟคาร์บอเนต |
| |
เป๊ปซี่จัดเข้าเป็นประเภทของ Smooth Moos smoothies |
|
 |
|
 |
 |
ในเดือนกุมภาพันธ์ เป๊ปซี่สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ด้วยการจัดทำเว็บไซต์บันเทิงบนโลกอินเทอร์เน็ต
ในที่สุดแล้ว เป๊ปซี่เวิร์ล ก็เป็นเลิศเหนือความคาดหมายทั้งปวง และได้กลายมาเป็นเว็บไซต์ยอดฮิตซึ่งนำเสนอเป๊ปซี่บนโลกอินเทอร์เน็ต |
 |
ในช่วงต้นปีนี้เองที่เป๊ปซี่ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ด้วยการเผยแคมเปญ "GeneratioNext" ซึ่งเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ยังเยาว์และสดชื่นสดใส การเฉลิมฉลองของวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับทัศนคติที่ท้าทายแบบแผนเดิมๆ ด้วยความคิดใหม่ๆ ในทุกๆ ทาง |
 |
เป๊ปซี่ยังคงสานต่อแคมเปญฮิต "GeneratioNext" ที่มี เจฟ กอร์ดอน นักขับรถซิ่งสตันท์ซูเปอร์สตาร์ (Jeff Gordon) เป็นพรีเซ็นเตอร์ |
 |
โฆษณาชุดใหม่ "The Joy of Cola" ได้เสียงประกอบของดาราดังอย่าง มาร์ลอน แบรนโด (Marlon Brando), ไอแซค (Isaac Hayes) และ ราชินีเพลงโซล อาเรธา แฟรงคลิน (Aretha Franklin) และยังมีดาราเด็ก ฮาล์ลี ไอเซนเบิร์ก (Hallie Eisenberg) ร่วมแสดงเป็น "Little Girl" อีกด้วย |
| |
เป๊ปซี่และลูคัสฟิล์มร่วมมือกันในภาพยนตร์สุดฮิตเรื่อง "Star Wars: Episode I The Phantom Menace" สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้บริโภคที่รอชมมานาน ด้วยกระป๋องเป๊ปซี่และขวดที่มีรูปของตัวละครในเรื่องสตาร์วอร์สทั้งหมด 24 แบบ และยังมีกระป๋องทอง "โยดา" อีกด้วย |
| |
เป๊ปซี่ว่าจ้าง "spokealien" Marfalump ให้แสดงในภาพยนตร์โฆษณา Marfalump ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาโดย BBDO และ George Lucas' Industrial Light and Magic company หลงไหลในสองสิ่งคือ เป๊ปซี่และสตาร์วอร์ส โฆษณาชุด "Landing" และ "Play Acting" แสดงให้เห็นถึงระยะเวลาอันยาวนาน ที่มนุษย์ต่างดาวรุ่นเด็กจะได้สำราญไปกับสองสิ่งนี้ |
| |
เป๊ปซี่แห่งอเมริกาเหนือ ได้ต้อนรับ แกรี่ รอดคิน (Gary Rodkin) เข้ามาเป็นประธานกรรมการและ CEO |
| |
ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ของธุรกิจ เป๊ปซี่ได้ประกาศ IPOs ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และในวันที่ 31 มีนาคม 2542 ก็ได้ตั้งบริษัท The Pepsi Bottling Group, Inc. (PBG) และกลายมาเป็นบริษัทการค้าและบริษัทผลิตขวดที่ใหญ่ที่สุดของเป๊ปซี่ ซึ่งบริหารงานโดย เครก เวธเธอรัป (Craig Weatherup) |
| |
มีการเปลี่ยนแปลงโลโก้เป๊ปซี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบใหม่ ที่แสดงความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยใช้ Pepsi Globe บนพื้นสีน้ำเงิน |
| |
เป๊ปซี่เฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปี โดยมีบริษัทผู้ผลิตขวดเป๊ปซี่-โคล่าทั่วโลกมาร่วมงาน รวมทั้งดาราดังของเป๊ปซี่ เช่น เรย์ ชาร์ลส์ (Ray Charles), Kool and the Gang และ เดอะ โรลลิ่ง สโตน |
| |
ประธานาธิบดีบุชและนางบุช นางแธ็ตเชอร์ และวอลเตอร์ ครอนไคท์ (Walter Cronkite) ยังได้ช่วยกล่าวรำลึกถึงโอกาสที่ Pepsi's legacy ได้รับการยกย่องให้เกียรติ และมีการเผยภาพลักษณ์ใหม่สำหรับสหัสวรรษใหม่ โลโก้ที่เป็นสามมิติบนพื้นสีน้ำเงิน ได้กลายมากเป็นสัญลักษณ์สากลเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของครอบครัวเป๊ปซี่ ซึ่งได้รับการปรับให้พร้อมสำหรับนวัตกรรม และความเป็นผู้นำของโลก ในขณะที่ก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่นี้ |
|
 |
|
 |
 |
Faith Hill, Sammy Sosa และ Ken Griffey Jr. สามบุคคลผู้มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง เซ็นข้อตกลงในการรับรองผลิตภัณฑ์เป๊ปซี่ร่วมกัน Faith Hill ผู้ซึ่งได้เขย่าชาร์ทด้วยเพลงฮิตของเธอ แสดงในโฆษณาชุด "Joy of Cola" ร่วมกับ Pepsi Girl ฮาล์ลี่ ไอเซ็นเบิร์ก (Hallie Eisenberg) |
| |
ภาพยนตร์โฆษณาเผยแพร่เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ในระหว่างการประกาศผลรางวัลอคาเดมี อวอร์ดส์ ดาราเบสบอล Sammy Sosa และ Ken Griffey Jr. ได้มาร่วมแสดงฝีมือในโฆษณาของเป๊ปซี่ด้วย แต่ละ slugger เกี่ยวข้องกับ "Takin it to the Fields" โปรแกรมเบสบอลและซอฟท์บอลสำหรับเยาวชน และก็ได้ปรากฎตัวในโฆษณาผลิตภัณฑ์อีกด้วย |
| |
จากบอสตันถึงซานดิเอโกและทุกๆ ที่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งที่ผู้บริโภคเลือกคืออะไร |
| |
ปัจจุบันมีมากกว่า 30 ตลาด ที่ได้ใช้แคมเปญ Pepsi Challenge รสชาติของเป๊ปซี่และเป๊ปซี่วันเป็นที่นิยมมากกว่าผลิตภัณฑ์โค้กในทุกๆ ตลาด โดยเฉพาะในฟิลาเดลเฟีย, เดย์ตัน, ทัสกัน, ซาน อันโตนิโอ และซีแอทเติล ในการส่งเสริมการขายที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าหนุ่มสาวนั้น ผู้บริโภคซึ่งใช้แคมเปญ Pepsi Challenge จะได้รับ starter points สำหรับโปรแกรม Choose Your Music ประจำหน้าร้อนนี้ ผู้เข้าร่วมสามารถถ่ายภาพและนำไปลงใน www.pepsi.com ได้อีกด้วย |
 |
ซูเปอร์สตาร์เพลงป๊อป บริทนีย์ สเปียร์ส ปรากฎตัวในฐานะพรีเซ็นเตอร์ของเป๊ปซี่เป็นครั้งแรกในงานประกาศรางวัล อคาเดมี อวอร์ดส์ สปอตโฆษณาที่โด่งดังชิ้นนั้น ก็ได้เผยแพร่บนโลกอินเทอร์เน็ตด้วยเช่นกัน ซึ่งแฟนๆ กว่า 2 ล้านคน คลิกเข้าไปชมโฆษณาชิ้นนี้ของเธอ ซึ่งมีชื่อชุดว่า "the Joy of Pepsi" |
| |
เว็บไซต์ PepsiStuff.com เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสะสมแต้ม เพื่อนำมาแลกของรางวัลสุดพิเศษจากเป๊ปซี่กว่าครึ่งล้าน และนั่นก็เป็นโปรโมชั่นออนไลน์ ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดชิ้นหนึ่งของเป๊ปซี่ |
| |
ชากีร่า นักร้องสาวชาวโคลัมเบียผู้กำลังมาแรง เป็นพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ของเป๊ปซี่ พร้อมๆ กับตอนที่อัลบั้มเพลงภาษาอังกฤษชุดแรกของเธอฮิตระเบิดในอเมริกา ในขณะเดียวกัน เป๊ปซี่ได้ตกลงเป็นผู้สนับสนุนการทัวร์คอนเสิร์ต เพลงป๊อปสไตล์ละตินของเธอไปทั่วโลก |
| |
เป๊ปซี่ เผยโฉมโรงงาน FunWraps ให้ผู้บริโภคสามารถออกแบบกระป๋องเป๊ปซี่ได้เองด้วยดีไซน์สนุกๆ และข้อความส่วนตัว และจากการที่มีกีฬา ความบันเทิง และวันหยุดหลากหลายให้เลือก ผู้ดื่มเป๊ปซี่จึงออกแบบฉลากของเขาเองสำหรับโอกาสใดๆ ก็ได้ตามต้องการ |
| |
เป๊ปซี่ใช้สโลแกน "a little twist on a great thing" แนะนำเครื่องดื่มรสมะนาว "Pepsi Twist" และ "Diet Pepsi Twist" นับเป็นการกลับมาของโคล่า รสมะนาวของเป๊ปซี่ ซึ่งจำหน่าย Pepsi Light จนกระทั่งถึงตอนกลางของทศวรรษ 80 |
|
 |
|
|
|